ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่อชิ้นที่เจ้าของร้านส่วนใหญ่ไม่เคยรวมเลข แล้วกำไรก็หายเงียบๆ

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ต่อชิ้นที่เจ้าของร้านส่วนใหญ่ไม่เคยรวมเลข แล้วกำไรก็หายเงียบๆ

ค่าน้ำค่าไฟทุกร้านจดกันละเอียด แต่บรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นเงินไหลออกทุกชิ้นงานกลับแทบไม่มีใครคิดเป็นตัวเลขต่อชิ้น เกณฑ์ที่ใช้กันในธุรกิจนี้คือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์รวมไม่ควรเกิน 8-12% ของราคาขายต่อชิ้น งานเสื้อเชิ้ตรีดตัวละ 30 บาทจึงมีงบแพ็กราว 2.4-3.6 บาท ถ้าของจริงเกินนี้แปลว่ามีของรั่ว ใช้เกิน หรือซื้อแพงกว่าที่ควร และถ้าต่ำกว่ามากจนงานดูก๊องแก๊ง ก็อาจกำลังเสียลูกค้าเกรดดีโดยไม่รู้ตัว

สรุปใน 30 วินาที

  • จดรายการของสิ้นเปลืองทุกตัวที่แปะไปกับงาน แล้วหารเป็นบาท/ชิ้น เกณฑ์รวมคือ 8-12% ของราคาขาย
  • ตัวที่กินเงินสุดมักไม่ใช่ของแพง แต่คือของถูกที่ใช้เปลืองเกินจำเป็น เช่น ถุงซ้อนสองชั้นโดยไม่มีเหตุผล
  • ลดต้นทุนที่ถูกจุดคือซื้อเป็นลอตใหญ่ขึ้นและตัดการใช้ซ้ำซ้อน ไม่ใช่ลดเกรดของที่ลูกค้ามองเห็น

ตารางต้นทุนอ้างอิงต่อชิ้นงาน (ราคาโดยประมาณเมื่อซื้อแพ็กมาตรฐาน)

รายการต้นทุน/หน่วยใช้กับงาน
ไม้แขวนลวด 16 นิ้ว~2.5 บาท/ตัวเสื้อเชิ้ต งานแขวนทั่วไป
ไม้แขวนกางเกงแกนกระดาษ~3.3 บาท/ตัวกางเกงสแล็ค
ไม้แขวนพลาสติกหนา~6.5 บาท/ตัวสูท แจ็กเก็ต
ถุงคลุมเสื้อ 20x36 นิ้ว~2.4 บาท/ใบงานแขวนทุกชิ้น
ถุงหิ้ว HD 24x30~3.8 บาท/ใบงานพับ 5-8 กก.
กระดาษรองปก + แผ่นรองหลัง~1.6 บาท/ชุดพับพรีเมียม
แท็กหมายเลข~0.25 บาท/ชิ้นทุกชิ้น
สติกเกอร์โลโก้/ใบแนบ~0.5-1 บาท/ออเดอร์ทุกออเดอร์

ตัวอย่างงานเสื้อเชิ้ตแขวน: ไม้ลวด 2.5 + ถุงคลุม 2.4 + แท็ก 0.25 = 5.15 บาท เทียบราคาขาย 40-50 บาท คิดเป็น 10-13% ถือว่าชนเพดาน ถ้าอยากได้มาร์จิ้นเพิ่มควรขยับราคาหรือซื้อลอตใหญ่ให้ต้นทุนต่อหน่วยลง ไม่ใช่เปลี่ยนไปใช้ไม้แขวนบางที่เสียทรงเสื้อ

จุดรั่วยอดฮิต 4 จุดที่เจอแทบทุกร้าน

  1. ซ้อนถุงสองชั้น เพราะกลัวขาด ทั้งที่เปลี่ยนไปใช้ถุง HD หนาใบเดียวถูกกว่าและดูดีกว่า
  2. ถุงคลุมยาว 40 นิ้วกับเสื้อเชิ้ตทุกตัว ทั้งที่ขนาดมาตรฐานพอ ส่วนต่างใบละ 1 บาทคูณหมื่นชิ้น/ปี คือหมื่นบาท
  3. ไม้แขวนพลาสติกหนากับงานเสื้อเชิ้ตธรรมดา เก็บของแพงไว้กับงานสูทที่คิดราคาพรีเมียมได้ตามคู่มือเลือกไม้แขวน
  4. ซื้อปลีกรายสัปดาห์ ราคาต่อหน่วยแพงกว่าลอตใหญ่ 10-20% สูตรสต๊อกที่เหมาะคือใช้ 2-3 เดือนต่อการสั่ง

เลขเล็กที่คูณแล้วสะเทือน

ส่วนต่างบรรจุภัณฑ์ที่ลดได้เพียงชิ้นละ 1 บาท สำหรับร้านที่ส่งงานวันละ 80 ชิ้น คือ 80 บาท/วัน = 29,200 บาท/ปี เท่ากับค่าเตารีดหม้อต้มไอน้ำ 2 หัวเกือบสองเครื่อง ได้มาจากการนั่งทำบัญชีครึ่งวันแล้วปรับวิธีสั่งซื้อ ไม่ต้องขายเพิ่มแม้แต่ชิ้นเดียว ในทางกลับกัน การเพิ่มงบอีกชิ้นละ 2 บาทเพื่อทำงานพับพรีเมียมที่ขายเพิ่มได้ 8 บาทก็คือการลงทุน ไม่ใช่ต้นทุน ประเด็นจึงไม่ใช่ "ประหยัดให้สุด" แต่คือ "รู้ว่าแต่ละบาทซื้ออะไร"

บรรจุภัณฑ์คือของชิ้นเดียวที่ลูกค้าเอากลับบ้านไปด้วยทุกครั้ง อย่าให้มันแพงเกินกำไร และอย่าให้มันถูกจนทำร้ายราคางาน แล้วตอนนี้คุณตอบได้ไหมว่างานหนึ่งชิ้นของร้านมีค่าแพ็กกี่บาทกี่สตางค์

คำถามที่พบบ่อย

ควรทบทวนต้นทุนบรรจุภัณฑ์บ่อยแค่ไหน

อย่างน้อยทุก 6 เดือน หรือทันทีเมื่อเปลี่ยนซัพพลายเออร์ ราคาปรับ หรือเพิ่มบริการใหม่ วิธีง่ายสุดคือเก็บบิลซื้อของสิ้นเปลืองทั้งหมดในเดือนนั้น หารด้วยจำนวนชิ้นงานที่ส่งมอบ ได้ตัวเลขบาทต่อชิ้นจริงมาเทียบกับเกณฑ์ 8-12% ของราคาขาย

ของสิ้นเปลืองควรสต๊อกครั้งละกี่เดือน

หลักที่ใช้กันคือ 2-3 เดือนต่อการสั่งหนึ่งครั้ง เพราะได้ราคาลอตใหญ่และประหยัดค่าส่ง โดยไม่จมเงินสดเกินไปและไม่เสี่ยงของเสื่อมสภาพ ยกเว้นช่วงรู้ล่วงหน้าว่าราคาจะขึ้น อาจสต๊อกเพิ่มเป็น 4-6 เดือนเฉพาะรายการที่เก็บได้นาน